พระเครื่องเนื้อผง




พระเนื้อผง

พระเครื่องเนื้อผงพุทธคุณ ซึ่งได้รับการยอมรับและยกให้เป็นจักรพรรดิ์ของพระเครื่อง นั่นก็คือ พระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี ที่สร้างโดย ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี อมตะเถระแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งท่านได้รังสรรค์สร้างพระเครื่องประเภทพระสมเด็จชิ้นฝัก สร้างขึ้นมาจากเนื้อผงพุทธคุณ

กรรมวิธีในการสร้างพระเครื่องประเภทเนื้อผง สำหรับพระเครื่องเนื้อผงนั้น มวลสารหลักที่ใช้ในการจัดสร้างได้แก่ “ปูนเปลือกหอย” ซึ่งการสร้างพระเครื่องจากเนื้อผงนี้ถือเป็นศิลปแขนงหนึ่งในเชิงช่างการปั้นปูน ซึ่งปูนที่นำมาปั้นเป็นพระเครื่องเนื้อผงนั้นหลักๆ ก็มาจากเปลือกหอยและประสานเนื้อหามวลสารต่างๆ ด้วย ยางไม้, น้ำอ้อย หรือขี้ผึ้งชั้นดี

สำหรับพระเครื่องเนื้อผงที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุดที่สามารถหาข้อมุลได้นั้นได้แก่ พระเนื้อผง กรุทัพข้าว จ.สุโขทัย รองลงมาก็คือ สมเด็จอรหัง วัดมหาธาตุ พระนคร ซึ่งสร้างโดย สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และพระสมเด็จอรหังนี้ถือเป็นต้นแบบในการสร้างพระเนื้อผง รูปทรงสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก ซึ่งสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณปี ๒๓๖๐ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) นี้

ท่านเป็นเกจิอาจารย์ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง และถือเอาวัตรปฏิบัติ ตลอดจนวิธีการสร้างพระของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) นี้มาสร้างสมเด็จวัดระฆัง สมเด็จบางขุนพรหม และสมเด็จเกศไชโย อันนับเป็นพระเนื้อผงที่ได้รับความศรัทธานิยมสูงสุดมาโดยตลอด

กรรมวิธีการจัดสร้างพระเนื้อผงที่มีมาแต่โบราณกาลนั้น จะมีกรรมวิธีและขั้นตอนหลักๆ ๒ ขั้นตอน ประกอบไปด้วย

๑. การเตรียมวัตถุดิบ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเนื้อหามวลสารหลักที่นำมาใช้ในการจัดสร้างพระเนื้อผงได้แก่ “ผงปูนเปลือกหอย” หรือที่มักจะเรียกกันว่า “ผงปูนขาว” ก็ได้ โดยขั้นตอนของการเตรียมผงปูนขาวนั้น จะนำเอาเปลือกหอยที่จัดเตรียมมานำมาเผาไฟ จากนั้นจะนำมาตำและบดให้ละเอียด จะได้เป็นผงที่ถือว่าเป็นวัตถุดิบหลัก ผงที่ได้จากขั้นตอนนี้เราจะเรียกว่า “ผงปูนเปลือกหอย” หลังจากนั้นจะทำการจัดเตรียมมวลสารที่เป็นมงคลอื่นที่นำมาเป็นส่วนผสมสำหรับคลุกเคล้ากับผงปูนเปลือหอย อาทิเช่น ว่านดอกไม้, แร่ทรายเงินทรายทอง, วัตถดิบศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ, ของทนสิทธิ์, เศษพระเครื่องเนื้อดินที่เป็นพระกรุในจังหวัดกำแพงเพชร (ตามตำรากล่าวว่าพระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม นั้นท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านได้นำเอาเศษพระกำแพงซุ้มกอ ที่หักนำมาตำและบดผสมในเนื้อพระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม) เป็นต้น ก็จะนำเอามวลสารประกอบดังกล่าวมาตำและบดให้ละเอียดเช่นเดียวกัน เมื่อได้ผงทั้ง ๒ ส่วนแล้ว จะนำเอามาผสมกับผงวิเศษ ๕ ประการ (ซึ่งจะขอกล่าวในหัวข้อถัดไป) จากนั้นคลุกเคล้ามวลสารต่างๆ ให้เข้ากันดี และนำเอากล้วยน้ำว้า, น้ำมันตั้งอิ๊ว, น้ำอ้อย, ยางไม้ หรือขี้ผึ้งชั้นดี อะไรก็ได้สุดแล้วแต่จะหาได้หรือตามสูตรการสร้างพระเครื่องที่ได้ร่ำเรียนมา เพื่อใช้เป็นตัวยึดประสานเนื้อหามวลสารที่เป็นผงต่างๆ ให้จับตัวรวมกันเป็นก้อน เพื่อสะดวกแก่การนำไปปั้นขึ้นรูป หรือกดกับแม่พิมพ์พระเครื่อง ต่อไป ย้อนกลับมากล่าวถึงการทำผงวิเศษ สำหรับผงวิเศษนี้ เป็นกรรมวิธีการทำที่จะต้องใช้ความมานะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องเขียนอักขระเลขยันต์ต่างๆ ลงบนกระดานชนวนและเมื่อสำเร็จก็ลบ แล้วรวบรวมผงที่ลบเสร็จปั้นเป็นก้อนดินสอสำหรับเขียนใหม่ กระทำซ้ำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าได้จะปริมาณผงวิเศษตามที่ต้องการ ซึ่งพระเกจิอาจารย์ที่ถือว่าเป็นต้นแบบของการเขียนลบผงวิเศษนั้น ได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ผู้สร้างพระสมเด็จอันสูงค่ายิ่ง ส่วนกรรมวิธีการเขียน-ลบ ผงวิเศษ มีดังต่อไปนี้

การทำผงวิเศษ

ขั้นตอนการทำผงวิเศษจะเริ่มจากเรียกสูตร คำว่า “การเรียกสูตร” ก็คือ การเขียนอักขระเลขยันต์ นานาประเภท อันประกอบไปด้วย การบริกรรมสูตรพระคาถาต่างๆ ตามจังหวะของการเขียนอักขระเลขยันต์นั้นๆ ด้วย “ดินสอผงวิเศษ” ซึ่งดินสอผงวิเศษนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากส่วนประกอบของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อาทิเช่น ดินโป่ง ๗ ป่า (ดินที่มีเกลือสินเธาว์ผุดเกรอะกรัง มีพบอยู่ตามป่าทั่วไป), ดินตีนท่า ๗ ดีนท่า (ดินท่าน้ำ ๗ ท่าน้ำ), ดินหลักเมือง ๗ หลักเมือง, ขี้ไคลเสมา, ขี้ไคลประตูวัง, ขี้ไคลเสาตะลุงช้างเผือก, ยอดสวาท, ยอดรักซ้อน, ดอกกาหลง, ดอกราชพฤกษ์, น้ำมัน ๗ รส (น้ำมันที่ได้จากของ ๗ ประเภท จะเป็นพืชหรือสัตว์ก็ได้ ยิ่งหายากยิ่งดี) และดินสอพอง เป็นต้น

เอาส่วนผสมทั้งหมดมาผสมรวมกันแล้วบดให้ละเอียด นำมาผสมเจือกับน้ำเพื่อปั้นเป็นแท่งดินสอไว้สำหรับเขียนอักขระเลขยันต์ต่างๆ เมื่อได้แท่งดินสอผงวิเศษแล้ว จะเข้าสู่กรรมวิธีการทำผงวิเศษ ที่จะต้องกระทำกันในพระอุโบสถ โดยจัดเตรียมเครื่องสักการะบูชาคุณครูบาอาจารย์ทั้งหลายตามที่ได้รับการประสิทธิประสาทมา เมื่อพร้อมแล้วจะเริ่มต้นเข้าสู่การเขียน-ลบ ผงเพื่อทำผงวิเศษ โดยมีลำดับในการเขียนอักขระเลขยันต์และลบทำผง ดังต่อไปนี้ :

๑.๑ ผงปถม (ปะ-ทะ-มัง) ผงนี้นับได้ว่าเป็นผงเริ่มต้นหรือปฐมบทแห่งการเขียนอักขระเลขยันต์ การทำผงประเภทนี้จะทำการลงอักขระเลขยันต์ “นะ” ทุกชนิดตามสูตรปฐมพินธุ ซึ่งตามคำภีร์ไสยเวทย์ชั้นสูงถือว่าเป็นผงแห่งการเกิดของสรรพสัตว์ทั้งมวลในโลกนี้ การทำ ผงปถม (ปะ-ทะ-มัง) คือการนำเอาดินสอผงวิเศษ มาเขียนเรียกสูตร นะ ปถม พินธุ (นะ-ปะ-ทะ-มัง-พิน-ธุ) ลงบนแผ่นกระดานชนวน เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียน เรียกสูตรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนหมดดินสอผงวิเศษที่ปั้นขึ้นมา ก็จะได้ผงปถม ซึ่งขี้นตอนการสร้างผงปถม นี้จะกินระยะเวลาประมาณ ๒-๓ เดือน เป็นอย่างน้อย

๑.๒ ผงอิทธะเจ เกิดจากการนำเอาผงปถมที่ทำสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วมาปั้นเป็นดินสอผงวิเศษขึ้นมาอีก แล้วเขียนอักขระเลขยันต์ด้วย สูตรมูลกัลจายน์ หรือสูตรมูลกระจาย อันถือเป็นรากฐานแห่งความรู้ในอักขระเลขยันต์ พยัญชนะ สระ ในภาษาขอม การทำผงอิทธะเจนั้นจะต้องร่ายอักขระและจะต้องแปลงพยัญชนะและสระให้สำเร็จรูปเป็น “อิธเจตโส ทฬห คณหาหิ ถามสา” ซึ่งเรียกว่า “ลบขาดตัว” ทำการเขียนลงบนแผ่นกระดานชนวน เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนใหม่ จนกว่าจะหมดดินสอผงวิเศษที่ปั้นไว้ ผงที่ได้จากขั้นตอนนี้จะเรียกว่า “ผงอิทธะเจ” จะกินระยะเวลาประมาณ ๓ วัน เขียนแล้วลบจนกว่าจะหมดดินสอที่ได้เตรียมไว้

๑.๓ ผงมหาราช ผงนี้จะนำเอาผงอิทธะเจที่สำเร็จมาปั้นเป็นดินสอผงวิเศษขึ้นมาใหม่ แล้วเขียนอักขระเลขยันต์ เรียกสูตร “นามทั้ง ๕” ทำการเขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนใหม่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดดินสอที่เตรียมไว้ การทำผงมหาราชนี้จะกินจะระยะเวลานานพอๆ กับการเขียนผงปถม

๑.๔ ผงพุทธคุณ ผงนี้จะนำเอาผงมหาชานที่สำเร็จมาปั้นเป็นดินสอผงวิเศษขึ้นมาใหม่ แล้วเขียนอักขระเลขยันต์เกี่ยวกับพุทธคุณนานาประการ นับตั้งแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ จวบจนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เขียนลงบนแผ่นกระดานชนวน เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียน เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดดินสอที่เตรียมไว้ ผงที่ได้จากขั้นตอนี้จะเรียกว่า “ผงพุทธคุณ” เป็นผงที่มีพุทธานุภาพสูงที่สุด เพราะเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์

๑.๕ ผงตรีนิสิงเห ผงนี้นับเป็นผงสุดท้ายในขั้นตอนการทำผงวิเศษ เกิดจากการนำเอาผงพุทธคุณที่สำเร็จแล้วมาปั้นเป็นแท่งดินสอผงวิเศษขึ้นมาใหม่ แล้วเขียนอักขระเลขยันต์เรียกสูตรอัตอาวาทวาทศมงคล ๑๒ เขียนสูตรไล่เรียงไปจนสำเร็จเป็นอัตตราตรีนิสิงเห เข้าสู่รูปอัตตรายันต์ ๑๒ ยันต์ จนสุดท้ายได้รูปยันต์นารายณ์ถอดรูป ซึ่งประกอบด้วย ยันต์ประจำขององค์ตรีนิสิงเห แล้วมี ยันต์พระภควัมบดี และยันต์ตราพระสีห์ประทับลงเป็นประการสุดท้าย

๒. การสร้างพระ สำหรับขั้นตอนในการสร้างพระเครื่่องเนื้อผงนั้น หลังจากที่ได้มวลสารที่ใช้ ผงปูนเปลือกหอย เป็นมวลสารหลัก ผสมคลุกเคล้ากับผงวิเศษ และมวลสารวัสดุศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ตำและบดให้ละเอียดเข้าด้วยกัน และใช้น้ำมันตั้งอิ๊วหรือกล้วยน้ำว้าเป็นตัวประสาน แล้วจะจะนำผงที่ได้มากดลงกับแม่พิมพ์พระเครื่อง ซึ่งก่อนจะกดได้นั้นจะต้องมีการแกะบล็อคแม่พิมพ์พระเครื่องขึ้นมาก่อนเป็นลำดับแรก

การแกะแม่พิมพ์พระนั้น มีสกุลช่างหลากหลายฝีมือ ทั้งช่างราษฎรชาวบ้านสามัญ ไปถึงช่างหลวงในราชสำนัก ซึ่งดูได้จากความงดงามลงตัวของพระพุทธปฏิมาที่ปรากฏความหยาบ ละเอียด สมดุล และงดงาม ออกมาในรูปทรงขององค์พระเครื่องนั้นๆ เมื่อได้แม่พิมพ์เป็นที่พอใจ จึงนำส่วนผสมข้างต้นมากดลงในแม่พิมพ์ก่อนที่จะใส่มวลสารลงไป เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อพระติดกับแม่พิมพ์ ก็จะนำผงปูนมาโรยลงในพิมพ์ก่อนที่จะหยอดเนื้อมวลสารลงไป

เมื่อกดพิมพ์ได้ที่แล้วก็จะทำการตัดตอกเนื้อส่วนเกินที่ปลิ้นล้นจากแม่พิมพ์ แล้วจึงเคาะองค์พระออกจากแม่พิมพ์ การโรยผงปูนไว้ก่อน ทำให้พระไม่ติดพิมพ์ ธรรมชาติของแป้งโรยพิมพ์นับเป็นคุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งในการช่วยพิจารณาพระแท้ ในครั้งแรก พระที่นำออกจากแม่พิมพ์ใหม่ๆ จะมีความชื้น และสดของผิวมวลสาร จำเป็นต้องนำไปตากแดด หรือผึ่ง ให้แห้ง ถ้าเป็นสมัยใหม่ ก็จะนำไปอบให้แห้ง ก็ถือว่าเสร็จกระบวนการผลิตพระเนื้อผง จากนั้นก็ค่อยผ่านไปสู่การปลุกเสกเป็นลำดับสุดท้าย

Related Post

เก็บกระเป๋าเดินทางเก็บกระเป๋าเดินทาง



  คุณเคยมีแผนจะไปเที่ยวกับเพื่อนไหม.. ถ้ามีก็เตรียมตัวได้เลยเพราะตอนนี้เข้าหน้าหนาวแล้วนะ พลาดโอกาสนี้ไปอาจจะต้องรอหน้าหนาวปีหน้าเลยก็ได้ ในหนึ่งปี ผมอยากแนะนำให้คุณได้ออกไปเที่ยวบ้างมากกว่า 1 ครั้ง คุณจะไปเที่ยวใกล้หรือไกลบ้านก็ได้ ไม่ใช่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน รู้ว่าขยันแล้วมันดี แต่บางทีร่างกายต้องการการพักผ่อนและผ่อนคลายบ้าง บทความนี้ผมจะบอกว่าการได้อออกไปเที่ยวมันดียังไง ผมจะขอพูดเรื่องของผมเลยนะ ประสบการณ์ที่ผมได้เก็บกระเป๋าออกไปเที่ยวมาแต่ละครั้ง บางคนไปที่ที่เดียวกับผมแต่ไม่สนุกเหมือนผมก็มี สนุกกว่าผมก็มี อยู่ที่ว่าเราไปถูกเวลาหรือไปกับคนที่ถูกต้องไหม ทุกอย่างมีผลกับความรู้สึกของเรา เช่น ถ้าเราไปกับบริษัท เพื่อนที่ไม่สนิทที่มีเพื่อนของเพื่อนที่เราไม่รู้จักเยอะแยะ มันก็ทำให้เราหมดสนุกเหมือนกันนะ ทางที่ดี ไปกับแฟน ไปกับเพื่อนที่สนิทสัก 3-4 คน กำลังดี แต่ส่วนตัวผมชอบไปคนเดียว