ประวัติความเป็นมา สุดยอดพระกริ่งเนื้อดิน “พระกริ่งคลองตะเคียน”




พระกริ่งคลองตะเคียน สุดยอดพระกริ่งเนื้อดินหายาก ที่มีเนื้อมวลสารจากดินเป็นหลัก ไม่ใช่พระกริ่งที่เป็นเนื้อชินหรือเนื้อเงิน ถือเป็นพระกริ่งเนื้อดินที่ไม่ได้หาดูกันได้ง่ายๆ เนื่องจากมีความเก่าแก่ พร้อมทั้งพุทธคุณที่เป็นเลิศ มีความโด่งดังและเป็นที่ร่ำลือกันมานาน

ประวัติความเป็นมา “พระกริ่งคลองตะเคียน”

เชื่อว่าหลายๆคนอาจเคยได้ยินและคุ้นหูกันมาบ้าง สำหรับ ประวัติ พระกริ่งคลองตะเคียน ตำบลคลองตะเคียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเราได้รวบรวมข้อมูลและกำลังจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจกันแบบคร่าวๆ กันเพิ่มเติมเลยก็คือ พระกริ่งนี้ไม่ใช่พระกริ่งเนื้อชินหรือเนื้อโลหะ ที่ใครหลายคนเคยพบกันในรูปแบบทั่วไป หากแต่คือพระกริ่งเนื้อดินที่มีการผสมผงใบลานและว่าน 108 รวมทั้งมวลสารอื่นๆ จึงทำให้มีลักษณะแปลกและแตกต่าง นอกจากนี้ยังมีสีที่แปลกตากว่าพระกริ่งอื่นๆกันอีกด้วย

สำหรับแหล่งกำเนิดของพระกริ่งนี้ อยู่ในชุมชนของชาวมุสลิมที่มีเชื้อสายมลายู ช่วงสมัยที่ได้มีการทำการค้าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณตำบลคลองตะเคียน อำเภอพระนครศรีอยุธยา ซึ่งในตำบลนี้จะมีลำคลอง และในอดีตนั้น เคยมีต้นตะเคียนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณต้นทางของลำคลอง ทางด้านทิศตะวันออก จึงถูกเรียกว่าคลองตะเคียน ซึ่งถือเป็นตำบลเก่าแก่ ที่มีมาตั้งแต่ยุคสมัยที่กรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี

ต่อจากนั้นช่วงยุคสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ในช่วงแตกกรุครั้งแรก ได้มีการพบองค์พระอยู่บริเวณวัดประดู่ทรงธรรม ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป อาจด้วยรูปลักษณะขององค์พระที่เมื่อได้ถูกนำมาเขย่าแล้ว ก็จะมีดังคล้ายกับกริ่งหรือกระดิ่งอยู่ภายในองค์พระ จึงทำให้มีการเรียกขานพระนี้ว่า “พระกริ่ง” และอาจเพราะแหล่งที่พบองค์พระคือบริเวณตำบลคลองตะเคียน จึงเป็นที่มาของการเรียกพระกริ่งนี้ว่า พระกริ่งคลองตะเคียน มาจนถึงในยุคปัจจุบัน และนั่นคือแหล่งกำเนิดของการค้นพบพระกริ่งเนื้อดินครั้งแรก
ต่อมาภายหลังจากการค้นพบของกรมศิลปากร สำนักโบราณคดีก็ได้มีการพบว่าบริเวณนี้ได้เป็นที่ตั้งของวัดเก่าแก่ถึง 3 วัด และได้มีการค้นพบพระกริ่งเนื้อดินและพระชนิดต่างๆตามนี้ ได้แก่

วัดที่ 1 คือวัดโคกจินดา ได้พบพระกริ่งที่เป็นพระเนื้อดินในกลุ่มที่มีผู้นิยมกันมาก เช่น พระกริ่งพิมพ์หน้าเล็ก พระกริ่งพิมพ์หน้าใหญ่ พระกริ่งพิมพ์หน้าฤาษี อีกทั้งยังพบพระปิดตาอีกหลายพิมพ์ ซึ่งแต่ละองค์มีความปราณีตและสวยงาม มีความเป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบเฉพาะของวัด

วัดที่ 2 คือ วัดสำเภาร่ม ซึ่งได้พบพระพิมพ์สมาธิ พระปิดตามหาอุด ซึ่งมีความสวยงามและปราณีตมากเช่นกันแต่ลายมือการจารนั้นไม่ปราณีตเท่าวัดโคกจินดา
วัดที่ 3 คือ พระที่พบส่วนมากก็เป็นพระยุคเดียวกันกับ พระกริ่งในสองวัดที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ แต่มีเอกลักษณ์การจารมีความหนาและหวัด ดูค่อนข้างดุดัน และไม่ปราณีตเท่าวัดโคกจินดาและวัดสำเภาร่มเท่าใดนัก

ใครคือผู้สร้างพระกริ่งคลองตะเคียน

เชื่อกันว่าอาจคงมีใครหลายคนเคยตั้งคำถามว่าใครคือผู้สร้างพระกริ่งคลองตะเคียน นี้ขึ้นมา ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มีการรวบรวมไว้ก็คือมีการสันนิษฐานว่า อาจถูกสร้างโดยพระเกจิผู้เรืองวิทยาคม ในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย จากหลักฐานของลายมือในการจานยันต์ซึ่งมีอักขระเป็นลายมือเดียวกัน

พุทธลักษณะของพระกริ่งคลองตะเคียน

สำหรับในด้านของพุทธลักษณะส่วนใหญ่ของ พระกริ่งคลองตะเคียน ที่พบ คือองค์พระประธานมีพระพักตร์กลมและใหญ่ หัวไหล่ด้านขวาจะยกสูงกว่าด้ายซ้าย ประทับนั่งสมาธิแสดงปางมารวิชัย บนฐานอาสนะที่ค่อนข้างสูง ด้านเหนือเศียรจะมีต้นโพธิ์และมีใบโพธิ์ปกคลุมอยู่ ใต้ซุ้มใบโพธิ์นั้นจะมีลักษณะเป็นเม็ดๆ ส่วนรูปทรงนั้นด้านล่างจะมีความเป็นเหลี่ยมมีมุมซ้ายขวาที่เป็นส่วนโค้งมน ส่วนด้านบนและเป็นลักษณะแหลม มองเผินๆทั้งองค์จะคล้ายกับกลีบบัว เป็นเนื้อดิน ด้านหลังมีการจารลงอักขระโบราณ มีความคล้ายกับ “พระคง ลำพูน” ของทางเหนือ ซึ่งพิมพ์นิยม จะมีด้วยกัน 2 พิมพ์ คือพิมพ์หน้าใหญ่ และพิมพ์หน้าเล็ก

เนื้อมวลสารของพระกริ่งคลองตะเคียน

มีกรรมวิธีในการสร้างที่มีความปราณีตสูง เนื้อมวลสาร ของพระกริ่งคลองตะเคียนนี้ จะมีลักษณะเป็นเนื้อดินเผา โดยมีมวลสารของเนื้อดินเป็นหลักแต่จะมีการนำผงใบลาน, เกสรดอกไม้มงคล,ว่าน 108 และมีมวลสารอื่นๆมาผสมในการสร้างพระ ซึ่งภายในองค์พระจะมีลักษณะกลวง เพราะมีการบรรจุเม็ดกริ่งไว้ด้านใน และใช้กรรมวิธีเหมือนกันทุกองค์ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของพระกริ่ง ได้มีการสันนิษฐานว่าดินและใบลานที่นำมาสร้างพระกริ่งนี้นั้น อาจมีการนำไม้ตะเคียนที่มีเนื้อละเอียดมากนำมาผสมอยู่ด้วย และเหตุที่มีสีน้ำตาลและสีอื่นปะปนด้วยเช่น สีดำ สีเทาอมเขียว นั่นก็เป็นไปได้ว่ากรรมวิธีในการทำนั้นได้ผ่านการเผามานั่นเอง

พุทธคุณของพระกริ่งคลองตะเคียน

สำหรับด้านพุทธคุณนั้นได้มีการร่ำลือกันว่า “เหนียวจริงๆ” เพราะครั้งในสมัยสงครามที่มีการสู้รบ คนในสมัยนั้นนิยมอาราธนา แล้วนำมาอมไว้ในปากเวล
าออกรบ จากนั้นก็แคล้วคลาดปลอดภัยกลับมา บ้างก็ฟันแทงไม่เข้า จึงเชื่อกันว่าพุทธคุณเป็นเลิศที่มีความโดดเด่นในด้านมหาอุด แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม นอกจากนี้ยังมีอื่นๆอีกมากมาย ที่ถูกเล่าขานต่อๆกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน

Related Post

พระเนื้อว่านพระเนื้อว่าน



พระเครื่องเนื้อว่าน นับแต่โบราณมาชนชาติไทยมีความรู้ และผูกพันกับพรรณไม้ตระกูลว่าน ด้วยเห็นคุณค่าทั้งในการใช้ทำยา หรือเชื่อกันว่าทำให้อยู่ยงคงกระพัน ทั้งให้ความเป็นสิริมงคล ดังนั้น เมื่อจะมีการสร้างสิ่งมงคลในรูปพระเครื่อง เครื่องว่านเกสรดอกไม้อันมีสรรพคุณ คุณวิเศษต่างๆเฉพาะตัว จึงเป็นหนึ่งในทัพสัมภาระที่ผู้สร้างพระให้ความสำคัญนำมาเป็นส่วนผสมประเภทหนึ่งที่ขาดไม่ได้จึงกล่าวได้ว่า “ว่าน” เป็นส่วนผสมในการสร้างพระเนื้อดินและเนื้อผง มาแต่โบราณ ดังคำแปลจากจารึกในแผ่นลานทองที่พบในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เกี่ยวกับการนำว่านมาผสมสร้างพระดังนี้ “ศุภมัสดุ 1265 สิทธิการิยะ แสดงบอกไว้ให้รู้ มีฤๅษีทั้งสี่ตน พระฤๅษีพิมพิลาไลย์ เป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธี ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์มีวุวรรณ เป็นต้น คือบรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราชเป็นผู้ศรัทธาพระฤๅษีทั้งสี่ตน จึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย ฤๅษีจึงอัญเชิญเทพยดามาช่วยกันทำพิธี

เปิดประวัติพระอริยะแห่งชายฝั่งทะเลชล (พระครูวรเวทมุนี) หรือ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบเปิดประวัติพระอริยะแห่งชายฝั่งทะเลชล (พระครูวรเวทมุนี) หรือ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ



พระครูวรเวทมุนี หรือที่เรารู้จักกันในนาม หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ท่านเป็นบุตรชายของให้ขำ นางเอียง นามสกุล ทองขำ เกิดเมื่อขึ้น 11 ค่ำเดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวัน อาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคมปี 2408 ที่บ้านตำบลสัตหีบ กิ่งอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หลวงพ่ออี๋อุปสมบทเมื่อใด เมื่อ หลวงพ่ออี๋ อายุได้ 25 ปี ท่านได้เข้าอุปสมบทที่วัดอ่างศิลานอก ในปัจจุบันนี้