พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์และ พระรูปหล่อ




ประเภทพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์และ พระรูปหล่อ

สำหรับ พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์และพระรูปหล่อ ถือเป็นการสร้างพระที่มีคตินิยมมาจากการจำลองพระพุทธรูปที่สำคัญศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนพระคณาจารย์ผู้เลิศทั้งวัตรปฏิปทา ปฏิบัติดีงามจนเป็นที่ยอมรับนับถือ มาเป็นองค์พระขนาดเล็ก ไว้พกติดตัว หรือไว้ประจำบ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนมากจะสร้างจากเนื้อโลหะต่างๆ ขึ้นรูปแบบลอยองค์สำหรับพระเครื่องประเภทนี้

ประวัติการสร้าง “พระกริ่ง” มีมาแต่โบราณ ประวัติพระกริ่ง เริ่มขึ้นที่ในประเทศทิเบต และจีน จึงเรียกติดปากว่า พระกริ่งทิเบต และพระกริ่งหนองแส พระกริ่งเป็น พระพุทธเจ้าปางมาช่วยโปรดสัตว์โลก หรือเรียกกันว่า “พระไภสัชคุรุ” เป็น พระพุทธเจ้าปางหนึ่งของลัทธิมหายาน ซึ่งหมายความว่า ทรงเป็นครูในด้านเภสัช คือ การรักษาพยาบาล ต่อมาได้แพร่หลายมาก นิยมสร้างในเขมร เรียกว่า พระกริ่งอุบาเก็ง หรือ พระกริ่งพนมบาเก็ง และพระกริ่งพระปทุมสุริยวงศ์

สำหรับพระกริ่งที่มีชื่อเสียงทรงคุณวิเศษหลายประการมีผู้นิยมนับถือกันมากยิ่งในปัจจุบันนี้ยิ่งหายาก ต้องยกให้ พระกริ่งวัดสุทัศนฯ เพราะสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงสร้างไว้จำนวนไม่มาก พระกริ่งวัดสุทัศน์ สาเหตุที่ทรงสร้าง พระกริ่งวัดสุทัศน์นั้นเนื่องจากเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระวันรัต (แดง) พระอุปัชฌาย์อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ทรงเคยรักษาผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรคให้หายได้ ด้วยการอาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำเป็นน้ำพระพุทธมนต์ แล้วโปรดให้น้ำนั้นแก่ผู้ป่วยดื่ม ปรากฏว่าหายอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้วก็อาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำน้ำพระพุทธมนต์ประทานแก่ สมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์นั้นแล้วก็บรรเทาหายอาพาธเป็นปกติ

สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศนเทพวรารามได้ทอดพระเนตรเห็นคุณวิเศษน่าอัศจรรย์ของพระกริ่งในขณะนั้นแล้ว จึงเกิดความสนพระทัย และทรงเริ่มศึกษาค้นคว้าตำราที่จะสร้างพระกริ่งเรื่อยมา จนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้าง จนเจนจบ เมื่อจะมีการสร้างพระกริ่งขึ้นครั้งใด พระองค์จะถูกขอร้องให้เป็นผู้ชี้แจงการสร้าง และการหล่อ ในฐานะประธานการหล่อพระกริ่งเสมอมา

พระชัยวัฒน์ (พระไชยวัฒน์) ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนว่า มีการเริ่มสร้างพระชัยวัฒน์ มาตั้งแต่ยุคสมัยใด แต่เท่าที่ปรากฏมีบันทึกไว้เก่าแก่ที่สุดคือ ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แห่งกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร เมื่อราว 430 ปี ล่วงมาแล้ว ในยุคนั้นจะมีการอันเชิญพระชัยขึ้น ไปประดิษฐานไว้ทั้งบนเรือ และหลังช้าง เพื่ออัญเชิญไปกับกองทัพหลวงในการเสด็จพระราชสงครามชองพระเจ้าแผ่นดิน หรือการพระราชพิธีมงคลสำคัญอื่น และมีการสร้าง พระชัยวัฒน์พระจำ องค์พระมหากษัตริย์ ทุกพระองค์สืบมา เพื่อใช้ทั้งในการเสด็จงานพระราชสงคราม และงานพระราชพิธีสำคัญเช่น ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สำหรับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล นั้น พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลหล่อด้วยเงิน หน้าตัก ขนาด 4 นิ้ว จะเห็นได้ว่า พระชัยวัฒน์ นั้นตามธรรมเนียมโบราณก็คือ พระบูชาประจำพระองค์ ของพระมหากษัตริย์ และแม่ทัพนั้นเอง เพื่อจะได้ใช้ อัญเชิญไปได้โดยสะดวกจึงมักสร้าง เป็นพระโลหะขนาดหน้าตักประมาณ ๓- ๕ นิ้ว

แต่สำหรับพระชัยวัฒน์ที่ เป็นที่เข้าใจ และเรียกกันในปัจจุบันนั้น ตามหลักฐานเอกสารที่ปรากฎ ที่เก่าที่สุด นั้นถูกบันทึกไว้ใน ราชกิจานุเบกษา เล่มที่ ๔ หน้าที่๑๘๑ ประกาศเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๐ ว่า พระไชยวัฒน์นั้น ได้ เริ่มแรก สร้างในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เพื่อพระราชทานให้แก่ พระราชโอรสที่จะเสด็จไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ในทวีปยุโรป เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ในยุคนั้นเรียกว่า ” พระไชยวัฒน์ทองคำองค์เล็ก ” สร้างคราวแรกจำนวน ๕๐ องค์ หล่อด้วยทองคำ หนัก ๑ เฟื้อง โดยเริ่มพระราชพิธี เมื่อวันเสาร์ เดือนแปด ขึ้น ๙ ค่ำ ปีรกา สัปตศก (พ.ศ. ๒๔๒๘)หลังจากสวดมนต์ ครบ ๓ วันจึงเริ่มเททองหล่อพระ ใน วันอังคาร เดือนแปด ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปี รกาสัปตศก และโปรดให้สร้างตลับเป็นรูปดวงตราปทุม อุณาโลม ตรงกลางเป็นแก้วเปล่า และมีสายสร้อยสำหรับสวมคอด้วย

สำหรับพระเจ้าลูกเธอที่ทรงได้รับพระราชทาน ๔ พระองค์แรกคือ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์, พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ , พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม , พระองค์จิรประวัตวรเดช ก่อนที่จะเสด็จเดินทางไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ซึ่ง ได้มีการสร้าง พระไชยวัฒน์ทองคำองค์เล็กอีกครั้ง เป็นครั้งที่ ๒ เริ่มการพระราชพิธีในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๗) ในคราวนั้นพระพิธีคือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส สถานที่คือ พระอุโบสถ วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ (โรงหล่อนำ) ในคราวที่ สองนี้ มีการหล่อพระไชยวัฒน์องค์เล็ก จำนวน เพียง ๒๕ องค์ นอกจากนี้มีการหล่อ พระไชยเนาวโลหะองค์ใหญ่ ๑ องค์ , พระไชยเนาวโลหะองค์เล็ก ๑ องค์ และ พระพุทธรูปประจำพระชนม์พรรษาอีก ๑ องค์ ในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ร.ศ. ๑๑๒ รวมจำนวนพระไชยวัฒน์ ที่หล่อทั้งสอง คราว เป็นจำนวน ทั้งสิ้น เพียง ๗๕ องค์ นอกจากนี้แล้วมีการหล่ออีกบ้าง แต่จำนวนน้อยมากๆ ไม่กี่องค์เท่านั้น

ในสมัยนั้น ก่อนที่พระองค์จะทรงพระราชทาน พระชัยวัฒน์ พระองค์จะทรงมี พระบรมราโชวาท เป็น ๓ ข้อความ คือ ๑. ผู้ที่จะได้รับพระราชทานนี้ ต้องเป็นผู้มีความเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนาโดยมั่นคง ๒. เป็นผู้มีความรักใคร่ต่อบ้านเมืองและวงศ์ตระกูลของตน ๓.เป็นผู้มีความกตัญญูซื่อสัตย์จงรักภักดี ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นแล้ว จึงทรงพระราชทาน สิ่งสำคัญนี้เป็นที่รฤกบูชา แล้วให้ปฎิบัติตน ตาม ๓ ประการดังกล่าว แล้วจะมีความเจริญศิริสวัสดิ เป็นผลสำเร็จซึ่งศุขประโยชน์ทุกเมื่อ………….. พระชัยวัฒน์ชุดนี้ นักสะสมเรียกกันว่า ” พระชัยวัฒน์มงคลวราภรณ์”

หากจะไล่เรียงลำดับในการสร้าง พระชัยวัฒน์ ที่เป็น สุดยอดนิยมในปัจจุบันเป็นดังนี้คือ
1.พระชัยวัฒน์ห่มคลุม (พระไชยห่มคลุม) สร้างโดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ไม่ปรากฎปีที่สร้างแน่ชัด แต่ว่ากันว่าสร้างหลัง กริ่งปวเรศไม่นาน ส่วนกริ่งปวเรศตามข้อสัณนิษฐาน อาจสร้างในราวปี พ.ศ. ๒๔๑๖ เมื่อคราวทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในปีเดียวกันนี้ ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระอิศริยยศเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งมีสมณศักดิ์สูงสุด เท่ากับทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในตอนนั้นพระองค์มีอายุ ๖๔พรรษา (สิ้นพระชนม์ ๘๓ พรรษา) ลักษณะพระชัยวัฒน์ ห่มจีวรคลุม ตามแบบพระสงฆ์สายธรรมยุต จีวรริ้ว หรืออย่างช้าคือ สร้างในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ (ร.ศ. ๑๑๐) ในคราวงาน “พิธีมหาสมณุตตมาภิเศก”
2.พระชัยวัตน์มงคลวราภรณ์ สร้างตามพระบรมราชโองการ ของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี พระเจ้าพิธีคือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘ จำนวน ๕๐ องค์ และ ปี พ.ศ.๒๔๓๗ จำนวน ๒๕ องค์ จากคราวอื่นๆ ที่มีบันทึกไว้ อีก ๔ องค์ ตามเอกสาร มีทั้งหมด ๗๙ องค์
เป็นเนื้อทองคำหนัก ๑ เฟื้อง หรือ มากกว่าเล็กน้อย โดยวิธีการเททองหล่อ ขึ้นมา
3.พระชัยวัฒน์นิรันตราย สร้างโดย พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ในราวปี พ.ศ. ๒๔๓๔ – พ.ศ. ๒๔๔๓
4.พระชัยวัฒน์ สิงหเสนีย์ สร้างโดยท่านเจ้ามา วัดสามปลื้ม ในราวปี พ.ศ. ๒๔๔๓
5.พระชัยวัฒน์เขมรน้อย สร้างโดย พระพรหมมุนี (สมเด็จสังฆราชแพ ) วัด สุทัศน์เทพวราราม ราวปี พ.ศ. ๒๔๕๖- พ.ศ. ๒๔๕๘) จำนวนประมาณ ๕๐ องค์

พระรูปหล่อ

วิธีการสร้าง พระขั้นตอนการสร้างพระหล่อ-พระปั๊ม-และพระฉีด การสร้างพระที่กล่าวมานี้ นับเป็นการสร้างตั้งแต่ยุคกลางๆคือประมาณร้อยกว่าปี แล้ววิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน โดยเราจะแบ่งวิธีการสร้างออกเป็น การหล่อแบบโบราณและการหล่อแบบสมัยใหม่ ซึ่งแต่ละแบบมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้

การหล่อแบบโบราณ

เป็นวิธีการที่ใช้ในการสร้างรูปหล่อ และเหรียญหล่อโบราณ มากมายในพระเครื่องต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นพระยอดนิยมอันดับต้นๆของประเทศ เช่น รูปหล่อ-เหรียญหล่อ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร รุ่นแรก, รูปหล่อหลวงพ่อเดิม เป็นต้น
ขั้นตอนการหล่อแบบโบราณ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆดังนี้
1) การขึ้นดินหุ่น คือการแกะหุ่นดินตามรูปพรรณสัณฐานที่ต้องการ จากนั้นจึงนำมาหล่อเป็นองค์พระต้องการ พระที่ได้ครั้งแรกนี้เรียกว่า “แกนหุ่นดิน”
2) เข้ารูปขี้ผึ้ง เมื่อได้แกนหุ่นที่หล่อเรียบร้อยแล้ว จะนำขี้ผึ้งมาพอกองค์พระ แกะตกแต่งรายละเอียดด้วยเสนียด (ไม้ทองเหลืองปลายแบน) จนเป็นที่พอใจก็จะได้รูปขี้ผึ้งองค์พระที่ต้องการจะให้เป็นในลักษณะอากัปกิริยาต่างๆ ตลอดจนลวดลายตามความประสงค์ของผู้แกะแบบ
3) พอกดินขี้วัว เมื่อได้รูปขี้ผึ้งแล้วก็นำดินขี้วัว (นำขี้วัวมาคั้นน้ำผสมกับดินเหนียวและทรายให้ข้นจับตัวกันเหนี่ยวแน่น) พอกให้ทั่วองค์พระหุ่นขี้ผึ้ง แล้วเจาะรูตรงปลายเพื่อให้ขี้ผึ้งไหลออกมาเมื่อถูกความร้อนสูง
4) เทสารละลาย นำโลหะผสมที่หลอมละลายรวมกันเข้าที่แล้ว เทลงในเบ้าแม่พิมพ์ ความร้อนจะทำให้ขี้ผึ้งละลายออกมาจากรูที่เจาะไว้เรียกว่า “การสำรอกขี้ผึ้ง” โลหะผสมจะเข้าแทนที่ขี้ผึ้งได้รูปองค์พระที่ต้องการ
5) การทุบเบ้าทิ้ง เมื่อกระบวนการต่างๆที่ผ่านมาสำเร็จด้วยดีแล้ว พอโลหะจับกันแข็งตัวและเย็นดีแล้ว ก็จะมีการทุบเบ้าดินที่หุ้มองค์พระไว้ออกให้หมด ดังนั้น จึงมีการเรียกพระหล่อโบราณว่า “พระพิมพ์เบ้าทุบ”
พระหล่อโบราณที่ได้ ส่วนมากจะขาดความละเอียดของเส้นรูปพรรณเค้าหน้า และร่างกายเนื่องด้วยเครื่องมือแบบภูมิปัญญาชาวบ้านโบราณ ขาดศักยภาพกระทำการ อีกทั้งโลหะผสมขาดการชั่งตวงวัด และควบคุม รวมถึงความร้อนที่สม่ำเสมอทั่วถึง ทำให้องค์พระขาดความคมชัด หากแต่ธรรมชาติของดินพอกหุ่นและความไม่พอดีของอัตราส่วนโลหะผสม ก็นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของพระหล่อโบราณ ที่ยากแก่การปลอมแปลง ดินขี้เบ้าที่ติดอยู่กับเนื้อโลหะเมื่อได้รับความร้อน เกิดการหลอมรวมกินตัว ผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของวรรณะตามซอกองค์พระ ก็ถือเป็นไม้ตายในการพิจารณาพระเก่า ให้ต่างจากพระใหม่ได้อีกประการหนึ่ง

การหล่อแบบสมัยใหม่

นับเป็นวิวัฒนาการต่อเนื่อง โดยมีเครื่องอำนวยความสะดวก และสามารถสร้างพระได้ปริมาณมากๆในเวลาเดียว ซึ่งหักการของขั้นตอนก็จะคล้ายคลึงกับการหล่อโบราณคือ
1) แกะแม่พิมพ์ด้วยขี้ผึ้ง ใช้ปูนปาสเตอร์พอกหุ่นแทนดินขี้วัว แล้วจึงสำรอกขี้ผึ้งออกต่อจากขั้นตอนนี้ เดิมทีจะต้องกระทำต่อเนื่องกันในขณะที่แม่พิมพ์ยังร้อนอยู่ แต่ในสมัยใหม่จะเป็นการ “เทพิมพ์เย็น” หมายถึงให้พิมพ์ที่ผ่านการหลอมและสำรอกขี้ผึ้งออกแล้วปล่อยให้เย็นตัวก่อน แล้วจึงเทโลหะผสมลงไป ซึ่งวิธีการนี้สามารถสร้างพระได้เป็นช่อทีละหลายองค์ในครั้งเดียว
2) การฉีดพระ นับเป็นเทคนิคใหม่ที่ทำให้พระออกมาสวยมีรายละเอียดคมชัดทุกสัดส่วน ตามความปรารถนา อันเกิดจากการเหวี่ยงโลหะอย่างเร็วและแรงหลายรอบ ให้กินรายละเอียดของแม่พิมพ์ได้ทุกอณู สำหรับขั้นตอนการฉีดพระประกอบด้วย การแกะแม่พิมพ์ด้วยขี้ผึ้ง ถอดพิมพ์ด้วยยางทำฟัน ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีมากในการเก็บรายละเอียดต่างๆได้อย่างครบถ้วน จากนั้นจึงใช้ปูนทำฟันฉีดเข้าพิมพ์ยาง แล้วนำใส่เข้ากระบอกเหวี่ยงเพื่อไล่โลหะให้เข้าไปตามกระบอกโดยผ่านท่อ แรงเหวี่ยงจะอัดมวลสารไปยังทุกส่วนของแม่พิมพ์ จะได้พระที่งดงามตามปรารถนาเป็นช่อๆละหลายองค์
3) การปั๊มพระ นับเป็นกรรมวิธีแบบใหม่ในการสร้างพระที่มีขั้นตอนคล้ายการฉีด หากแต่ในขั้นตอนการแกะแม่พิมพ์ จะมี 2 ด้านประกบกัน เรียกว่า “แม่พิมพ์ตัวผู้ และแม่พิมพ์ตัวเมีย” นอกจากนี้ จะต้องทำตัวตัดขึ้นอีกตัว (ในกรณีทำเหรียญ) ซึ่งจะมีขนาดพอเหมาะกับแม่พิมพ์
การสร้างแม่พิมพ์ในพระปั๊มนี้สามารถ “ถอดพิมพ์ใหม่” เกิดเป็นบล็อคแม่พิมพ์ได้จำนวนมากมายตามความต้องการ ด้วยยางทำฟัน ซึ่งทำให้แม่พิมพ์ที่ถอดขึ้นมา ไม่ผิดเพี้ยนจากแม่พิมพ์ตัวแรกเลย จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากกับการสร้างพระในปัจจุบันที่มีปริมาณการสร้างคราวละมากๆ
ส่วนโลหะผสม ก่อนที่จะมาทำการปั๊มพระ จะเป็นโลหะผสมที่เย็นตัวแล้ว นำเข้าเครื่องปั๊มพระ ออกมาได้เหรียญ หรือรูปหล่อปั๊ม ตามความต้องการ และมีความเหมือนกันทุกองค์

Related Post

ประวัติหลวงปู่เอี่ยมวัดหนังประวัติหลวงปู่เอี่ยมวัดหนัง



พระภาวนาโกศลเถระ (เอี่ยม สุวณฺณสโร ) (หลวงปู่เฒ่า) วัดหนัง อ.บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พระปิดตาปิดทวารฯ “วัดหนัง” กรุงเทพมหานคร “วัดโคนอน” ตั้งอยู่ ต.บางหว้า อ.ภาษีเจริญ กทม. ฝั่งธนบุรี พระอารามแห่งนี้ “หลวงปู่รอด” ผู้เป็นพระอาจารย์ผู้เลื่องชื่อในไสยเวทของ “หลวงปู่เอี่ยม” มาครองอยู่นับแต่ถูกถอดสมณะศักดิ์ จาก “พระภาวนาโกศลเถระ” (รอด) ให้เป็นพระธรรมดา และเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว หลวงปู่เอี่ยมซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิคนโปรดของท่าน ก็เป็นเจ้าอาวาส “วัดโคนอน”

เปิดประวัติ หลวงพ่อแดง หรือ (พระครูญาณวิลาศ) วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรีเปิดประวัติ หลวงพ่อแดง หรือ (พระครูญาณวิลาศ) วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี



หลวงพ่อแดง หรือ (พระครูญาณวิลาศ) วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี ได้ชื่อว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีญาณแก่กล้า มีจิตตานุภาพสูง ทำการปลุกเสกพระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ หรือสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นจะทำให้ผู้คนต่างเสาะหา มาบูชากันเป็นอันมาก ความเชื่อ ความศรัทธาเลื่อมใส เชื่อมั่นในอภินิหาร ในความเข้มขลังของวัตถุมงคลที่ท่านเสก แก่ศิษย์ยานุศิษย์ของท่านทุกผู้ทุกคน พระครูญาณวิลาศ หรือ หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ เกิดเมื่อวันพุธขึ้น 2 ค่ำเดือน 11 ปี